| สถานการณ์การแพร่ระบาดของการติดเชื้อเอชไอวี ในประเทศไทย ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานมากกว่า 25 ปี นับตั้งแต่ ได้รับรายงานผู้ติดเชื้อเอชไอวี รายแรกของประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2527 สาเหตุหลักของการแพร่ระบาดเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน; |
| ข้อมูลการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาและการสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เอชไอวี บ่งชี้ว่าการลดลงของจำนวนผู้ติดเชื้อฯ รายใหม่ในประเทศไทยน้อยลง การเฝ้าระวังการติดเชื้อฯรายใหม่พบแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ หญิงบริการและกลุ่มทหารคัดเลือกใหม่เข้ากองประจำการที่ อายุ 20 – 24 ปี ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจพฤติกรรมในกลุ่มเยาวชน พบว่าการมีคู่เพศสัมพันธ์หลายคนและการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เยาวชนติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์เพิ่มขึ้น จากรายงานผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีจำนวนสูงสุดอยู่ใน กลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี และพบว่า 1ใน 5ของแม่ที่ตั้งครรภ์และคลอดบุตรในปี พ.ศ. 2551 มีอายุน้อยกว่า 20 ปี สำหรับในกลุ่มประชากรที่มีภาวะเสี่ยงสูง ในกลุ่ม พนักงานบริการหญิง (Female Sex Worker: FSW) ชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย (Men who have Sex with Men: MSM) พบการติดเชื้อฯ รายใหม่ในกลุ่มที่ทำงานบริการนอกสถานบริการเพิ่มสูงขึ้นเกือบเท่าตัวในปี พ.ศ. 2551 และมีการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สูงกว่าพนักงานบริการที่ทำงานบริการในสถานบริการประมาณ 5 เท่า ซึ่งพนักงานบริการกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่เข้าไม่ถึงระบบบริการป้องกันดูแลรักษา รวมทั้งการได้รับความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ |
| สำหรับการเข้าถึงบริการการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ ประเทศไทยได้พัฒนาระบบบริการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์และการรักษาด้วยยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะ 2547-2549 เป็นการบูรณาการจากงบประมาณของประเทศไทยและจากกองทุนโลก และ ในปี 2549 ระบบบริการยาต้านไวรัสได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพซึ่งเป็นสิทธิการรักษาสำหรับประชาชนไทยที่มีเลข 13 หลัก ซึ่งไม่ครอบคลุมประชากรบางกลุ่ม ดังนั้น การดำเนินโครงการ ในปีที่ พ.ศ.2550-2551 ต่อเนื่องในปี 2552-2554 และ 2555 - 2557 จึงเป็นการดำเนินงานเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการ ยาต้านไวรัสสำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่อยู่นอกสิทธิระบบประกันสุขภาพต่าง ๆ โดยให้การดูแลรักษาด้วยยาต้านไวรัสในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ กลุ่มคนไทยที่รอพิสูจน์สิทธิ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มแรงงานต่างด้าว กลุ่มผู้อพยพหนีภัยการสู้รบ กลุ่มผู้ต้องขังในเรือนจำ ให้มีประสิทธิภาพเหมาะสมและต่อเนื่อง โดยครอบคลุมการให้บริการยาต้านไวรัสและการให้บริการตรวจทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงการพัฒนาความสามารถทางด้านเทคนิคและเพิ่มศักยภาพระบบการดูแลสุขภาพของหน่วยงานให้บริการ |
| ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนโลก รอบที่ 1 ปี 2547-2551สำหรับการดำเนินโครงการป้องกันการติดเชื้อและการพัฒนารูปแบบการเข้าถึงระบบบริการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ และการรักษาด้วยยาต้านไวรัส สำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่อยู่นอกสิทธิระบบหลักประกันสุขภาพต่าง ๆ และการสนับสนุนต่อเนื่อง ตามระบบ Rolling Continuation Channel (RCC) ปี 2552 –2557ภายใต้โครงการ Aligning Care and Prevention of HIV/AIDS with Government Decentralization to Achieve Coverage and Impact:ACHIEVED ในระยะเวลา 6 ปี (ปี 2551- 2557 ) และอนุมัติการสนับสนุนให้เฉพาะระยะที่ 1 เวลา 3 ปี (ปี 2551- 2554) โดยการดำเนินการในระยะที่ 2 ต่อเนื่อง เป็นเวลาอีก 3 ปี (ปี 2554 – 2557) โครงการกองทุนโลกกำหนดให้มีการดำเนินงานผนึกรวมกับ เอดส์รอบที่ 8 ซึ่งดำเนินการในกลุ่ม FSW, MSM และผู้ป่วยที่อยู่นอกสิทธิระบบหลักประกันสุขภาพต่าง ๆทั้งกลุ่มที่เคยและไม่เคยรับยาต้านไวรัส |
| สำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับทุนรองในส่วนของการดำเนินงานแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ |
| 1) ด้านการดูแลรักษา ได้แก่ โครงการการปรับปรุงการเข้าถึงระบบบริการการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ และการรักษาด้วยยาต้านไวรัส เพื่อพัฒนารูปแบบการเข้าถึงระบบบริการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ และการรักษาด้วยยาต้านไวรัส สำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่อยู่นอกสิทธิระบบหลักประกันสุขภาพต่างๆ โดยกองทุนโลกอนุมัติการสนับสนุน การดูแลรักษาด้วยยาต้านไวรัสและการตรวจติดตามการรักษา แก่กลุ่มเป้าหมายเป็นจำนวนคงที่ระหว่าง ปี 2555 – 2557 จำนวน 2,300 ราย เป็นกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ที่อยู่นอกสิทธิระบบหลักประกันสุขภาพต่าง ๆ เช่น กลุ่มคนไทยที่รอพิสูจน์สิทธิ กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มแรงงานข้ามชาติ กลุ่มผู้อพยพด้วยสาเหตุต่างๆ กลุ่มผู้ต้องขังในเรือนจำเป็นต้น ซึ่งกิจกรรมหลักภายใต้โครงการประกอบด้วยการจัดบริการยาต้านไวรัสสำหรับกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ ที่อยู่นอกสิทธิระบบหลักประกันสุขภาพต่างๆ (NAPHA EXTENSION) โครงการส่งเสริมการเข้าถึงการบริการปรึกษาและตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี ในกลุ่มประชากรเคลื่อนย้ายและเข้าถึงยาก (Mobile Population VCT – MPVCT) การส่งเสริมและติดตามการประเมินตัวชี้วัดสัญญาณเตือนต่อการเกิดเชื้อเอชไอวีที่ดื้อต่อยาต้านไวรัสในระบบการให้บริการปกติ (HIV Drug Resistance Early Warning-EWI) |
| 2) ด้านการป้องกัน ได้แก่ โครงการจัดระบบบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับเยาวชน ชายรักชาย กลุ่มหญิงบริการ และการขับเคลื่อนการป้องกันเอดส์ ในสถานศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และทักษะของเยาวชนในการประกอบพฤติกรรมทางเพศที่มีสุขภาวะ และอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ได้อย่างปกติพร้อมทั้งเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพทางเพศที่มีคุณภาพครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ให้เชื่อมโยงกับบริการป้องกันและดูแลรักษาโรคเอดส์ ได้อย่างต่อเนื่องในระดับพื้นที่และท้องถิ่น ซึ่งจะดำเนินการจัดบริการที่เป็นมิตรใน 59 จังหวัด(พื้นที่ของกองทุนโลก) กิจกรรมหลัก ที่ดำเนินงานโดยส่วนกลางได้แก่ การขับเคลื่อนงานเอดส์ในสถานศึกษาเพื่อเชื่อมโยงกับบริการที่เป็นมิตร พัฒนาแนวทางการจัดระบบการบริการที่เป็นมิตร พัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลสำหรับหน่วยบริการ ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานเอกชนด้านเอดส์ดำเนินงาน พัฒนาเครือข่ายและระบบส่งต่อทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม พัฒนาศักยภาพบุคลากร ในการให้ข้อมูล บอกบริการ การปรึกษา เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมเสี่ยง สามารถประเมินตนเอง รับรู้บริการ และสามารถเข้าถึงเครือข่ายบริการที่เป็นมิตรอย่างเหมาะสม การส่งเสริมการเข้าถึงบริการที่เป็นมิตรด้านสุขภาวะทางเพศสำหรับเยาวชนและกลุ่มเสี่ยงและพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลสำหรับหน่วยบริการ; |
| |
| วัตถุประสงค์ทั่วไป |
| 1. เพื่อบูรณาการพัฒนา และขยายระบบบริการการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างครบถ้วนและ ต่อเนื่อง รวมถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ |
| 2. เพื่อพัฒนาความสามารถทางด้านเทคนิคและระบบการดูแลสุขภาพของหน่วยงานให้บริการ |
| 3. เพื่อเสริมสร้างความรู้ ทัศนคติ และทักษะของเยาวชนในการประกอบพฤติกรรมทางเพศที่มีสุขภาวะ และอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ได้อย่างปกติ |
| 4. เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพทางเพศที่มีคุณภาพครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ให้เชื่อมโยงกับบริการ ป้องกันและดูแลรักษาโรคเอดส์ ได้อย่างต่อเนื่องในระดับพื้นที่และท้องถิ่น |
| |
| พื้นที่ดำเนินงาน |
|
1
|
กรุงเทพฯ |
|
25
|
ยะลา |
|
44
|
นครปฐม |
|
2
|
สมุทรปราการ |
|
26
|
ระนอง |
|
45
|
กาญจนบุรี |
|
3
|
ปทุมธานี |
|
27
|
กระบี่ |
|
46
|
ตรัง |
|
4
|
เชียงใหม่ |
|
28
|
นครศรีธรรมราช |
|
47
|
ปัตตานี |
|
5
|
ฉะเชิงเทรา |
|
29
|
สงขลา |
|
48
|
สุราษฎร์ธานี |
|
6
|
นครราชสีมา |
|
30
|
สตูล |
|
49
|
ภูเก็ต |
|
7
|
ปราจีนบุรี |
|
31
|
พัทลุง |
|
50
|
ตราด |
|
8
|
ชลบุรี |
|
32
|
พังงา |
|
51
|
ตาก |
|
9
|
นครนายก |
|
33
|
ลำพูน |
|
52
|
นครพนม |
|
10
|
ศรีสะเกษ |
|
34
|
ลำปาง |
|
53
|
นนทบุรี |
|
11
|
เลย |
|
35
|
แพร่ |
|
54
|
เชียงราย |
|
12
|
นครสวรรค์ |
|
36
|
พะเยา |
|
55
|
ชุมพร |
|
13
|
น่าน |
|
37
|
กาฬสินธ์ |
|
56
|
ประจวบคีรีขันธ์ |
|
14
|
สมุทรสาคร |
|
38
|
ขอนแก่น |
|
57
|
สระแก้ว |
|
15
|
สุพรรณบุรี |
|
39
|
มุกดาหาร |
|
|
|
|
16
|
พระนครศรีอยุธยา |
|
40
|
อุดรธานี |
|
|
|
|
17
|
สมุทรสงคราม |
|
41
|
หนองคาย |
|
|
|
|
18
|
อุตรดิตถ์ |
|
42
|
สุรินทร์ |
|
|
|
|
19
|
อุบลราชธานี |
|
43
|
ชัยภูมิ |
|
|
|
|
20
|
พิษณุโลก |
|
|
|
|
|
|
|
21
|
เพชรบุรี |
|
|
|
|
|
|
|
22
|
ราชบุรี |
|
|
|
|
|
|
|
23
|
มหาสารคาม |
|
|
|
|
|
|
|
24
|
ระยอง |
|
|
|